ใครสนใจมาเรียนเขียนโปรแกรมที่ Expert-Programming-Tutor กันบ้าง

ใครสนใจมาเรียนเขียนโปรแกรมที่ Expert-Programming-Tutor กันบ้าง

ในปัจจุบันที่ Expert-Programming-Tutor มีนักเรียนที่อยู่ในสายอาชีพอื่นๆ ให้ความสนใจกับการเรียนเขียนโปรแกรมมากมาย เช่น หมอ (ทั้งแพทย์จริงๆ และหมอดู)

หมอดู →  มาเรียนเขียนโปรแกรมที่ EPT เพื่อทำ APP สำหรับดูดวง และ WEB SITE ที่สามารถใส่เลขทะเบียนหรือบ้านเลขที่หรือข้อมูลบ้าบอคอแตกอะไรก็ได้แล้วเว็บมันจะพ้นคำทำนายออกมา อันนี้เรื่องจริงครับ

แพทย์จริงๆ → มาเรียนเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรมเก็บข้อมูลทางการแพทย์ ( Medical Record ) วิเคราะห์ภาพถ่ายทางรังสีวิทยา (ด้วย AI , Machine Learning และ Deep Learning ) หรืออื่นๆ เช่นเรียนเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างแบบจำลองการระบาดของโลก เป็นต้น

( ภาพในหน้าต่อไปมาจาก https://www.theverge.com/2018/8/13/17670156/deepmind-ai-eye-disease-doctor-moorfields
AI ของบริษัท Deep Mind ตรวจสอบโรคจากภาพดวงตาได้ความถูกต้องเทียบเท่าหมอมนุษย์ ซึ่งแสดงความก้าวหน้าของ Technology AI หรือปัญญาประดิษฐ์ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์มากขึ้นตั้งแต่มื้อเย็นกินอะไรดี หาแฟน ไปจนกระทั้งขี้ไม่ออกหรือมีปัญหาสุขภาพก็ต้องปรึกษา AI )


 

นักบิน : นักบินเป็นอาชีพที่ต้องห่างไกลครอบครัว แม้จะเป็นอาชีพที่ได้เงินมากแต่ก็ต้องทำงานอย่างหนัก มีตารางการทำงานที่แน่นอน ต้องอยู่ในกฎระเบียบ และต้องห่างไกลครอบครัว นักบินบางท่านก็มาเรียนที่ Expert-Programming-Tutor เพื่อ นำความรู้ทางด้านการเรียนโปรแกรมไปสร้างธุรกิจ Startup หรือ บางท่านก็นำความรู้ด้าน Technology ไปสร้างอุปกรณ์สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลในตลาดหุ้นเพื่อประกอบการลงทุน เนื่องจากนักบินเป็นอาชีพที่ได้เงินมาก จึงมีความพร้อมด้านเงินทุนในการลงทุนอยู่แล้ว และด้วยความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมจาก Expert-Programming-Tutor จึงสามารถสร้างระบบซื้อขายหลักทรัพย์แบบอัตโนมัติ (Algorithmic Trading ) ได้นอกจากการทำ Algorithmic Trading ซึ่งมักจะเป็น Technical Analysis แล้วการใช้ Computer ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ของ Value Investment ได้อีกด้วย

นักเศรษฐศาสตร์ : งานด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งเป็นงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐกิจและการทำงานด้านนี้ก็เกี่ยวกับข้อมูลปริมาณมหาศาลเลยครับดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์จึงนำ Computer มาประยุคใช้มากขึ้น ในสมัยก่อนจะนิยมใช้โปรแกรมเช่น SPSS , MATLAB , SAS มาทำครับแต่ในปัจจุบันในยุคของ Big Data และกำลังจะเข้าสู่ยุค AI การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเช่น Business Intelligent ของ Microsoft หรือ Rapidminer อาจจะไม่ตอบโจทย์ในหลายๆอย่างเพราะบางครั้งความรู้ที่จะใช้วิเคราะห์เป็น Technic ใหม่มากๆ มีจนบางครั้งในโปรแกรมสำเร็จรูปยังไม่มี หรือมีแต่ไม่ตรงกับความต้องการ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำจึงนิยมใช้การเขียนโปรแกรม Computer ขึ้นมาเองซึ่งเดียวนี้ก็สามารถทำได้ไม่ยากครับโดยใช้ Python หรือ ภาษา R เพราะว่าทั้ง Python และ R เป็น Open Source สามารถนำไปใช้ได้ฟรีๆ และมีคนทำ lib. ดีดี ให้เลือกใช้เป็นจำนวนมากและสามารถวาดรูป graph แท่ง graph ต่างๆ ได้อย่างสวยงามครับ นักเรียนที่เรียนด้านเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้นิยมเรียน Python Programming ครับซึ่งที่ Expert-Programming-Tutor ก็มีนักเศรษฐศาสตร์มาเรียนเป็นจำนวนมากเพราะว่าเราสอนพื้นฐานที่ค่อนข้างแน่นครับทำให้สามารถไปทำงานและประยุกติได้หลากหลายครับ นอกจากนี้นักเรียนที่อยากจะไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต่างประเทศมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆในต่างประเทศที่สอนเศรษฐศาสตร์มักจะเขียนไว้ใน Requirement ครับว่าต้องการคนที่เขียนโปรแกรม python เป็น และนอกจากนี้การเรียนเศรษฐศาสตร์ในไทยก็กำลังอยู่ในช่วงที่จะปรับปรุงหลักสูตรให้มีการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมครับ

สำหรับนักเรียนกลุ่มนี้เราจะแนะนำเรียน Python ครับ

 

 

(โปรแกรม Rapidminer ที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล)

นอกจากนี้ในการทำงานงานด้านธุรกิจในปัจจุบันคำว่า Big Data / Data Science เป็นหัวใจหลักที่จะทำให้ธุรกิจมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านต่างๆและสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งพื้นฐานที่จะไปถึงจุดนั้นก็คือการเข้าใจการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบลึกซึ้งนั้นเอง (และ Expert-Programming-Tutor ช่วยท่านได้ (โฆษณาอีกรอบ)

นักวิจัยสาขาต่างๆ : ในปัจจุบันเทรนการวิจัยจะมาในส่วนของงานวิจัยข้ามสาขากันมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

ด้านชีววิทยา → อันนี้เห็นมากที่สุดด้านหนึ่งเลยครับเพราะว่า Computer เข้าไปมีบทบาทอย่างมากกับงานวิจัยด้านนี้เช่นการจำลองโครงสร้าง โปรตีน หรือ งานวิจัยด้าน พันธุศาสตร์ที่กำลังมาแรงมากๆ ในปัจจุบันเราสามารถตัดต่อ DNA ให้กับคน สัตว์ พืชได้อย่าง Online คือ ไม่ใช่ตัดต่อแล้วเอาไปใส่ให้เจริญเป็นตัวใหม่ แต่สามารถตัดต่อในสิ่งมีชีวิตที่กำลังมีชีวิตอยู่ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยความช่วยเหลือของ การคำนวณด้วย Computer นั้นเอง

นอกจากนี้งานในด้านพันธุกรรมในโลกได้ดำเนินมาถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างยีนต่างๆที่อยู่ใน DNA ว่าแต่ละยีนไม่ได้ทำงานอย่างโดดๆแต่เป็นการทำงานของยีนที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งระบบในธรรมชาติซับซ้อนมากจนยากที่มนุษย์ จะวิเคราะห์ด้วยมือกับปากกา(เหมือนสมัยก่อน )หรือลำพังสมองคนก็ทำกันไม่ค่อยไหวครับลองดูความสัมพันธ์ของยีนใน แบคทีเรีย อีโคไล ในรูปด้านล่างกันครับ จุดสีแดงคือยีนแต่ละตัวและเส้นคือความสัมพันธ์ของยีน ซึ่งนี่ยังไม่นับระบบที่ซับซ้อนอย่างเช่นมนุษย์ก็จะยุ่งเหยิงกว่านี้อีก

 

(ภาพจาก https://www.facebook.com/biologybeyondnature/photos/a.1156931291136116/1156932884469290 )

ดังนั้นนักชีววิทยาจึงหาความสัมพันธ์ของยีนที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกันหรือหา Pattern นั้นเอง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยความรู้ด้าน Computer Science และ Machine Learning มาช่วยได้

ถ้านักเรียนสนใจศึกษาด้านแพทย์ศาสตร์จะพบว่างานวิจัยด้านแพทย์ในโลกปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นงานวิจัยด้าน ยีนและด้วยความช่วยเหลือของ Computer นั้นเอง ในปัจจุบันเรากำลังจะค้นพบวิธีรักษาโรคร้ายแรง อย่างมะเร็งหรือเอดส์ได้ด้วยการส่งยีนใหม่เข้าไปแทนทียีนในร่างก่ายของเราที่พัง

ด้านวัสดุศาสตร์ →  ในปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีหลายๆอย่างมาช่วยคนหนึ่งในนั้นก็คือ การพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งยังไม่เพียงพอสำหรับงานในระดับที่ต้องการความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น จึงมีคนทำงานวิจัยถึงรูปแบบโครงสร้างของของที่จะพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์เพื่อให้ได้ความแข็งแรงสูงสุดตามหลักวิศวกรรมซึ่งการคำนวณมันยุ่งยากมากจึงได้นำ Computer มาใช้เพื่อช่วยในการคำนวณ

ด้านภาษาศาสตร์ → ใน 20 ปี 30 ปี ที่แล้วน้อยคนนักที่จะคิดว่า นักภาษาศาสตร์(เรียนปริญญาเอกด้านวรรณกรรมอังกฤษ หรือว่า เรียน ปริญญาโทด้านคำในภาษาไทยโบราณ )ต้องมานั่งเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เรื่องนี้เป็นจริงแล้วในปัจจุบัน มีนักเรียนของเราทำงานวิจัยเกี่ยวกับคำในภาษาไทย ที่อยู่กับรูปประโยคต่างๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอดีตเทียบกับปัจจุบัน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆเช่น คำว่า ”เผ็ดร้อน” ความหมายโดยตรงคืออาการของอาหารที่มีส่วนประกอบของพริก แต่ในอีกความหมายหนึ่งคือ การกระทำที่เร่าร้อน รุนแรง มีแรงกระเพื่อม ซึ่งไม่ได้มีความหมายสื่อถึงอาหารอีกแล้ว ในตัวอย่างนี้ถ้าพูดเล่าให้ฟังก็เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้อีกละว่าคำว่า “เผ็ดร้อน” นี้สามารถไปอยู่กับประโยคอย่างไรได้บ้าง เราก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า text corpus หรือ large and structured set of texts เป็น Database ให้นักภาษาศาสตร์เข้าไปศึกษาได้ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือใช้ Computer Programming เข้าไปดึงข้อมูลและศึกษาทางสถิตินั้นเอง งานวิจัยด้านนี้ก็มักไปเกี่ยวข้องกับ Machine Learning สาขาที่เรียกว่า Natural Language Processing หรือการประมาณผลภาษาธรรมชาติครับผมซึ่งนอกจากจะไปประยุกต์ให้ คนเข้าใจภาษามนุษย์มากยิ่งขึ้นแล้วยังทำให้ Machine เข้าใจภาษามนุษย์มากยิ่งขึ้นเช่น การสั่งงานด้วยเสียง ของ Apple SIRI หรือ Amazon Alexa หรือ Google Translate นั้นเอง

ด้านดาราศาสตร์ → นักดาราศาสตร์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ดวงดาว, Galaxy และจักรวาลมามายมาย แต่ยังขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ในอดีตเราวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ด้วยมือ / ตา และสถิติ สิ่งที่วิเคราะห์เช่น รูปแบบของดาว การเคลื่อนตัวของดาว การเกิดดาว รวมถึงวิเคราะห์รังสีต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันงานด้านนี้จะออกมาในรูปแบบของการเอาความสามารถด้าน AI หรือ Machine Learning เข้าไปช่วยนักดาราศาสตร์ทำงานนั้นเอง โดย Process ข้อมูลที่เก็บมาจากกล้องดูดาวจากที่ต่างๆทั่วโลก

นอกจากงานด้านงานวิจัยแล้ว Expert-Programming-Tutor ยังมีนักเรียนที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆเช่น Visual Effect ทำ Game Computer หรืออื่นๆด้วย จะเห็นว่ามีคนค่อนข้างหลากหลายสาขาอาชีพมาเรียนเขียนโปรแกรมกันเลยทีเดียวเพราะว่าในปัจจุบันลำพังความคิดของมนุษย์เองก็ยังมีข้อจำกัดอยู่อย่างมากด้วยสมองของคนสามารถคำนวณได้ช้ากว่า Computer นั้นเอง

ในอนาคตด้วย Technology ที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อย จะทำให้มนุษย์สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนได้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ Technology ที่สำคัญสองอย่างสำหรับยุคอนาคตคือ

1. AI : Artificial Intelligent หรือปัญญาประดิษฐ์ การสร้างให้ Machine มีความฉลาดสามารถแก้ปัญหาต่างๆได้ในปัจจุบัน สาขาที่เกี่ยวข้องคือ Big Data , Data Science , Computer Science , Computer Engineering , Machine Learning , Deep Learning

2. Bio-Engineering จะมีบทบาทอย่างมากทั้งในเรื่องของ Online Gene Editing , การรักษาโรคร้ายต่างๆ มะเร็ง- เอดส์ (ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยมีเงินมากพอ)

โดย Technology ทั้งสองสาขานี้จะเป็น Technology ที่เป็น แกนหลักของโลกยุค ศตวรรษที่ 21 และจะไปอยู่ในที่ต่างๆกัน เพราะว่าแนวโน้มในการทำงานในอนาคตจะเป็นการทำงานแบบข้ามสาขาวิชามากยิ่งขึ้น (การทำงานแบบใช้ความรู้ด้านเดียวจะเป็นงานที่พื้นๆ ใครๆก็ทำได้จนมีมูลค่าทางเศรษฐกิจลดน้อยลง ) การทำงานแบบข้ามสาขาอาจจะถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการทำงานในยุค หน้าเลยทีเดียวเช่นการทำงานทางการแพทย์  (อ่าน AI outperforms doctors in diagnosing skin cancer https://www.pcrm.org/research/research-news/artificial-intelligence-outperforms-doctors-in-diagnosing-skin-cancer) แทนที่จะให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญดูฟิล์ม X-ray เพื่อวินิจฉัยโรค จะเป็นทีมที่มีความรวมมือระหว่าง วิศวกร AI และ แพทย์ เป็นต้น

ในอนาคตการทำงานจะเป็นการทำงานแบบข้ามสาขาวิชาคือการทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องมากกว่า 1 สาขาวิชาเช่น การแพทย์มารวมกับวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เพื่อออกแบบการตรวจโรค การรักษาโรคแบบใหม่


การทำงานแบบข้ามสาขาคืออะไร

การทำงานแบบข้ามสาขาคือการที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานโดยไม่ได้ใช้ความรู้แค่สาขาเดียวครับแต่ใช้ความรู้ในหลายๆสาขามาประกอบกันครับ ขอยกตัวอย่างจริงที่มีคนมาปรึกษาผมเลยนะครับ ในสาขาระบาดวิทยา : มีงานที่จำเป็นต้อง ศึกษาการระบาดของโรคในกลุ่มผู้ต่อต้านการฉีดวัคซีน (เล่านิดนึงครับ ถ้าอ่านข่าวตอนนี้ในยุโรปและ อเมริกา มีคนบางกลุ่มครับคิดว่าการฉีดวัคซีนในเด็กไม่จำเป็นเพราะว่า อาจจะมีความคิดเคร่งศาสนาแบบไม่ได้ใช้การไตร่ตรองให้รอบครอบ อาจจะมีความคิดว่า ในสมัยโบราณไม่ฉีดวัคซีนก็อยู่ได้ (แต่จริงๆคือตายไงครับ ) ซึ่งล่าสุดความคิดแบบนี้แพร่เข้ามาในไทยแล้วครับ ซึ่งอันตรายมากๆครับ ถ้าใครเชื่อลัทธิอะไรแบบนี้ไม่ต้องมาเรียนที่อาคารของเรานะครับ ทางเรากลัวมากเลยครับซึ่งงานนี้เป็นงานที่ทำการศึกษาผลของการไม่ฉีดวัคซีนว่าจะมีผลต่อการระบาดของโรคอย่างไรครับ ) ผู้ปฏิบัติงานอาจจะเรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ก็จริงครับ แต่ในเวลาทำงานจริงอาจจะทำงานด้านการแพทย์และการเขียนโปรแกรมด้วยครับ ซึ่งงานนี้ได้มีการใช้ความรู้เรื่อง เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) (อ่านเรื่องเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมศาสตร์ที่กำลังมาแรงได้ที่ https://www.the101.world/behavioral-economics/ ) มาวิเคราะห์ พฤติกรรมของคน และใช้ความรู้เรื่องการระบาดของโรคจากความรู้ทาง การแพทย์และการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้ Computer โดยเขียนเป็น Model ทางเศรษฐศาสตร์ - การแพทย์ ขึ้นมาครับและหลังจากนั้นก็เขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อ Simulate ผลต่างๆ และสามารถจำลองเหตุการณ์ได้เช่นลอง เช่นใส่ครอบครับที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน ไปอยู่ในชุมชนต่างๆ ที่มีความหนาแน่นของประชากรไม่เท่ากัน มีสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เหมือนกัน และสามารถจำลองได้ว่าในโรงเรียนที่เด็กๆที่มาจากครอบครัวที่ต่อต้านการฉีดวัคซีนไปเรียนจะมีเด็กๆอื่นๆมาเป็นอย่างไรบ้าง ตัวแปรอื่นๆเช่น เรื่องของอุณหภูมิหรือ การตกของฝนก็อาจจะส่งผลต่อการระบาดของโรคได้เช่นกัน ด้วย Mathematical Model และ Computer นักวิจัยสามารถทำนายผลของสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นได้ และเมื่อปัจจัยพร้อมที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นจะได้มีระบบเตือนภัยและเฝ้าระวังไม่ให้การระบาดรุนแรง

เราจะไม่ได้มองว่า วิศวะ วิทยาศาสตร์ สาขาต่างๆ หรือการแพทย์เป็นศาสตร์ที่อยู่คนละแขนงและไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป ในอนาคตการจะทำงานเป็นการรวมตัวของคนจาก ศาสตร์ที่อยู่ต่างสาขากันเพื่อให้ได้ผลของงานดีที่สุด ครับผม

ในปัจจุบันเพื่อเป็นการเตรียมเด็กๆเพื่อยุคหน้า จึงมีแนวคิดของการทำงานข้ามศาสตร์ขึ้นมาโดยเริ่มจากสาขาที่โดดเด่นก่อน ซึ่งก็คือ Science วิทยาศาสตร์, Technology เทคโนโลยี, Engineering วิศวกรรมศาสตร์และ Mathematics คณิตศาสตร์ ซึ่งเรียกว่า STEM

ฟรี TUTORIAL JAVA

ฟรีtutorial JAVA 01 install Eclipse ฟรีtutorial JAVA 02 intro to programming Eclipse ฟรีtutorial JAVA 03 condiotion ฟรีtutorial JAVA 04.loop ฟรีtutorial JAVA 05.array ฟรีtutorial JAVA 05 2 array cont ฟรีtutorial JAVA 06 01 function ฟรีtutorial JAVA 06 02 function cont ฟรีtutorial JAVA 07 object ฟรีtutorial JAVA 08 string ฟรีtutorial JAVA 09 constructor ฟรีtutorial JAVA 10 01 oop ฟรีtutorial JAVA 10 02 oop2 ฟรีtutorial JAVA 11 exception ฟรีtutorial JAVA 12 reading file ฟรีtutorial JAVA 13 thread ฟรีtutorial JAVA 14 generic ฟรีtutorial JAVA 15 01 GUI ฟรีtutorial JAVA 15 02 GUI2 ฟรีtutorial JAVA 15 03.GUI3 ฟรีtutorial JAVA 16 using WindowBuilder ฟรีtutorial JAVA 17 event ฟรีtutorial JAVA 18 database management system ฟรีtutorial JAVA 19 ER diagram ฟรีtutorial JAVA 20 Relational ฟรีtutorial JAVA 21 Xampp ฟรีtutorial JAVA 22 JDBC ฟรีtutorial JAVA 23 MVC ฟรีtutorial JAVA 24 SQL ฟรีtutorial JAVA
ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อหาที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่เนื้อหาตามปกติที่เราสอนในห้องเรียนเป็นแค่ tutorial ไว้อ่านประกอบเฉยๆ แทบไม่เกี่ยวกันเลย และไม่เกี่ยวกับการบ้านที่ทำครับ ในห้องเรียนเนื้อหาจะเยอะกว่านี้ค่อนข้างมากครับ
ขอบคุณน้องตี้ อย่างสูงสำหรับ Tutorial ดีๆ

ฟรี TUTORIAL DATA STRUCTURE

DATA STRUCTURE

ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 01 1การเรียงลำดับ(Sorting) ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 01 2 การเรียงลำดับ2 ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 02 อาร์เรย์ลิสต์ (Array List) ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 03 ลิงค์ลิสต์ (Linked List) ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 04 สแต๊ค ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 05 1 คิวและไพออริตี้คิว ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 05 2 คิวและไพออริตี้คิว ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 06 1 ไบนารีทรี ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 06 2 ไบนารีเสิร์ชทรี ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 06 3 ไบนารีเสิร์ชทรี ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 08 แฮช ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE : 09 กราฟ ฟรีtutorial : DATA STRUCTURE :
ขอย้ำอีกครั้งว่าเนื้อหาที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่เนื้อหาตามปกติที่เราสอนในห้องเรียนเป็นแค่ tutorial ไว้อ่านประกอบเฉยๆ แทบไม่เกี่ยวกันเลย และไม่เกี่ยวกับการบ้านที่ทำครับ ในห้องเรียนเนื้อหาจะเยอะกว่านี้ค่อนข้างมากครับ
ขอบคุณน้องตี้ อย่างสูงสำหรับ Tutorial ดีๆ


แผนผังการเรียนเขียนโปรแกรม